อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
คู่สกุลเงิน EUR/USD เผชิญกับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ในวันจันทร์ หรือให้พูดให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือ นักลงทุน เทรดเดอร์ ธนาคาร บริษัทต่าง ๆ และรัฐบาลทั่วโลก ต่างได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ ราคาน้ำมัน Brent ทะยานขึ้นไปแตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้า จากเหตุการณ์โจมตีอย่างต่อเนื่องต่อโรงกลั่นน้ำมัน คลังเก็บสำรอง และจุดกระจายสินค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวของสงครามครั้งนี้
ลองย้อนทบทวนกันว่า Donald Trump เป็นผู้เปิดฉากทำสงครามเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายคลังสะสมยูเรเนียมของอิหร่าน และป้องกันไม่ให้เตหะรานมีศักยภาพแม้ในทางสมมติฐานที่จะยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าใส่ดินแดนสหรัฐฯ ไปพร้อมกันนั้น Trump ก็หวังจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอิหร่านให้กลายเป็นรัฐบาลที่เป็นมิตรต่อสหรัฐฯ มากกว่าเดิม เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตระหนักดีว่า รัฐบาลชุดถัดไปไม่ว่าหน้าตาอย่างไร ก็มักจะยังคงเดินตามแนวนโยบายเดิมของรัฐบาลก่อนหน้าอยู่ดี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านราว 50 คนถูกสังหาร รวมถึง Ali Khamenei ผู้นำสูงสุด แต่กระนั้น นโยบายของอิหร่านกลับไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ มิได้มุ่งทำลายคลังยูเรเนียม หากแต่หันไปถล่มคลังน้ำมัน โดยเฉพาะกำลังการผลิตในภาคน้ำมันเสียมากกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดคำถามง่าย ๆ แต่เจ็บแสบขึ้นมาอีกครั้งว่า เป้าหมายที่แท้จริงคือ “น้ำมัน” ไม่ใช่ “ยูเรเนียม” ใช่หรือไม่? สหรัฐฯ พร้อมที่จะแบ่งปันน้ำมันและก๊าซของตนให้กับโลก แต่ในปีที่แล้ว หลายประเทศต้องถูกกดดันหรือบีบบังคับให้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากสหรัฐฯ ตอนนี้ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในตะวันออกกลางหลายแห่งถูกทำลาย ช่องแคบ Hormuz ถูกปิดกั้น และการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคนั้นหยุดชะงัก ราคาน้ำมันจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วใครคือผู้ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้? คำตอบก็คือ ประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมัน ได้แก่ สหรัฐฯ รัสเซีย และเวเนซุเอลาที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ Washington
แน่นอนว่า การจะทำความเข้าใจว่า Trump ต้องการอะไรอย่างแท้จริงนั้นเป็นเรื่องยากมาก เป็นไปได้อย่างเต็มที่ว่าสงครามในอิหร่านไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงแค่ภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านหรือประเด็นเรื่องน้ำมันที่กำลังลอยอยู่กลางทะเลเท่านั้น เพราะผู้นำเข้าหลักของน้ำมันจากเวเนซุเอลาและอิหร่านมาโดยตลอดก็คือจีน บางทีแก่นแท้ของความขัดแย้งอาจจะอยู่ที่ “จีน” เองก็ได้ เป็นไปได้มากว่า Trump กำลังพยายาม “บีบคอ” ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจของปักกิ่งในลักษณะที่ซับซ้อนอ้อมค้อม เพราะเขามองว่าจีนคือศัตรูทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ แต่อะไรคือประโยชน์ที่แท้จริง หากจีนยังสามารถซื้อน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียได้อย่างง่ายดาย?
โดยภาพรวมแล้ว มักจะมี “เรื่องเล่าสำหรับมวลชน” อยู่ชุดหนึ่ง และมี “เรื่องจริง” อีกชุดหนึ่ง มีเพียงคนส่วนน้อยมากบนโลกใบนี้ที่รู้ความจริง ส่วนที่เหลือก็ทำได้เพียงคาดเดาไปต่าง ๆ นานา อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากลับแข็งค่าขึ้นอย่างเชื่องช้า และในทางปฏิบัติก็แทบไม่ได้แข็งค่าขึ้นเลยด้วยซ้ำ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดได้ตอบรับและสะท้อนปัจจัยสงครามในตะวันออกกลางไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว
ความผันผวนเฉลี่ยของคู่สกุลเงิน EUR/USD ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา ณ วันที่ 10 มีนาคม อยู่ที่ 102 pips และจัดอยู่ในระดับ “สูง” เราคาดว่าคู่สกุลเงินนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่างระดับ 1.1486 และ 1.1690 ในวันอังคาร ช่อง Linear Regression ด้านบนชี้ขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงอยู่ ดัชนี CCI ได้กลับเข้าสู่เขต oversold อีกครั้ง บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่แนวโน้มขาขึ้นจะกลับมาดำเนินต่อ นอกจากนี้ยังเกิดสัญญาณ bullish divergence รอบใหม่ด้วย
คู่สกุลเงิน EUR/USD ยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐานภายในโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้น ปัจจัยพื้นฐานในภาพรวมยังคงเป็นลบอย่างมากต่อดอลลาร์ คู่เงินนี้เคลื่อนไหวในกรอบ sideway นานถึงเจ็ดเดือน และมีความเป็นไปได้สูงว่าขณะนี้ถึงเวลาที่แนวโน้มหลักในปี 2025 จะกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง ทั้งนี้ยังไม่มีปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการแข็งค่าของดอลลาร์ในระยะยาว สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้คือการปรับฐานขนาดใหญ่ (global correction) อีกครั้งหนึ่ง หากราคาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ สามารถพิจารณาเปิดสถานะขายระยะสั้น (short) ขนาดเล็ก โดยมีเป้าหมายที่ 1.1486 และ 1.1475 อ้างอิงจากปัจจัยด้านเทคนิค (การปรับฐาน) และแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ในทางกลับกัน หากราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ สถานะซื้อ (long) ยังคงมีความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายที่ 1.1963 และ 1.2085
ช่อง Linear Regression ใช้ช่วยระบุแนวโน้มปัจจุบัน หากทั้งสองช่องชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แสดงถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (การตั้งค่า: 20.0, smoothed) ใช้บ่งชี้แนวโน้มระยะสั้น และทิศทางที่ควรเน้นในการเปิดสถานะในขณะนี้
ระดับ Murray – เป็นระดับราคาเป้าหมายสำหรับการเคลื่อนไหวของราคาและการปรับฐาน
ระดับความผันผวน (เส้นสีแดง) – เป็นกรอบราคาที่คาดว่าคู่เงินจะเคลื่อนไหวอยู่ภายในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าตามตัวบ่งชี้ความผันผวนในปัจจุบัน
ดัชนี CCI – การที่ค่าดัชนีเข้าสู่เขต oversold (ต่ำกว่า -250) หรือเขต overbought (สูงกว่า +250) เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการกลับทิศของแนวโน้มไปในทางตรงกันข้ามกำลังใกล้เข้ามา